2006/Dec/08

สดุดี 19 เป็นเพลงสดุดีของดาวิด เขียนถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า หากชีวิตของเราทั้งหลายมองทะลุ และรู้ว่าพระเจ้าของเราเป็นผู้ใด และทำอะไรได้บ้าง ชีวิตของเราก็จะสงบสุขได้มากขึ้น ท่ามกลางปัญหาและอุปสรรคที่พวกเรากำลังฟันฝ่าอยู่
ดาวิดบอกให้เรารู้ว่า เมื่อเรามองดูฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า(ข้อ1) ไม่ต้องใช้คำพูด คำอธิบายอะไรเลย แค่เรามองเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง เราก็เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์แล้ว(ข้อ2-6)
ดาวิดผ่านปัญหาและอุปสรรคมากมาย การที่เขาได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ทำให้เขามีกำลังที่จะยืนหยัดและสู้ต่อไป มีกำลังที่จะกลับใจใหม่ มีกำลังใจที่จะทำสิ่งที่ดีถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ไม่เพียงเท่านั้น การอ่านและภาวนาพระคำรับของพระองค์บ่อยๆ ก็ทำให้เราเกิดสติปัญญาซึ่งมาจากพระเจ้า การทำตามพระคำของพระองค์ส่งผลให้จิตใจของเราเปรมปรีดิ์ (ข้อ7) ถ้อยคำของพระเจ้า เป็นยาล้างตาที่ดีที่สุด ถ้าเราไม่อ่านพระคัมภีร์ เราก็อาจถูกปิดบังตาจากหลายๆอย่างรอบข้างเรา รวมถึงสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่ด้วย สิ่งเหล่านั้นจะบดบังสิ่งดีที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับเรา ถ้อยคำของพระเจ้าจะค่อยๆเปิดตาใจให้สว่างขึ้น และเราจะรู้ว่าพระองค์มีน้ำพระทัยอย่างไรสำหรับเรา และถ้อยคำจะเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่จะเข้าไปเสริมกำลังเรา ทำให้เราสามารถเอาชนะหรือฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคต่างๆได้

สดุดี 19:1-14

1 ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์
2 วันส่งถ้อยคำให้แก่วัน และคืนแจ้งความรู้ให้แก่คืน
3 วาจาไม่มี ถ้อยคำก็ไม่มี และไม่มีใครได้ยินเสียงฟ้า
4 ถึงกระนั้นเสียงฟ้าก็ออกไปทั่วแผ่นดินโลก และถ้อยคำก็แพร่ไปถึงสุดปลายพิภพ พระองค์ทรงตั้งเต็นท์ไว้ให้ดวงอาทิตย์ ณ ที่นั้น
5 ซึ่งออกมาอย่างเจ้าบ่าวออกมาจากห้องโถงของเขา และวิ่งไปตามวิถีด้วยความชื่นบานอย่างชายฉกรรจ์
6 ดวงอาทิตย์ขึ้นมาจากสุดปลายฟ้าสวรรค์ข้างหนึ่ง และโคจรไปถึงที่สุดปลายอีกข้างหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนให้พ้นจากความร้อนของมันได้
7 กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ และฟื้นฟูจิตวิญญาณ กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอน กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา
8 ข้อบังคับของพระเจ้านั้นถูกต้อง กระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์ พระบัญญัติของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ กระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง
9 ความยำเกรงพระเจ้านั้นสะอาดหมดจด ถาวรเป็นนิตย์ กฎหมายของพระเจ้าก็สัตย์จริง และชอบธรรมทั้งสิ้น
10 น่าปรารถนามากกว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองนพคุณมากนัก หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง ที่หยดลงจากรวง
11 อนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นที่ตักเตือนผู้รับใช้ของพระองค์ การที่จะรักษาข้อความเหล่านั้นก็ได้บำเหน็จอันใหญ่ยิ่ง
12 แต่ผู้ใดเล่าจะเล็งเห็นความผิดพลาดของตนได้ ขอพระองค์ทรงชำระข้าพระองค์ให้พ้นจากความผิด ที่ซ่อนเร้นอยู่
13 ขอทรงยับยั้งผู้รับใช้ ของพระองค์ให้พ้นจากบาปโดยประมาทนั้นด้วยเถิด ขออย่าให้มันมีอำนาจ เหนือข้าพระองค์เลย แล้วข้าพระองค์จะไร้ตำหนิ และพ้นจากความผิดจากการทรยศที่ยิ่งใหญ่นั้น
14 ข้าแต่พระเจ้า พระศิลาและพระผู้ไถ่ของข้าพระองค์ ขอให้ถ้อยคำจากปากของข้าพระองค์ และการรำพึงภาวนาในจิตใจ เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์เถิด


Daily Devotion @ 2006 Bangkok Liberty Church

2006/Dec/06

ในหนังสือ สิ่งดีที่สุดกำลังจะเกิดขึ้น (The Best Is Yet To Be) เฮนรี เดอร์แบนวิลล์ เล่าเรื่อง ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในลอนดอนที่ชนะการประกวดดอกไม้ ดอกไม้ที่เธอส่งเข้าประกวดนั้นปลูกอยู่ในหม้อชาเก่าแก่ที่มีรอยร้าว เธอนำมันไปวางไว้ที่ขอบหน้าต่างห้องใต้หลังคาในบ้านแบ่งเช่าทรุดโทรมแห่งหนึ่ง เมื่อมีคนถามว่าเธอเลี้ยงดอกไม้แสนสวยในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยได้อย่างไร เธอตอบว่าเธอย้ายที่มันไปเรื่อยๆเพื่อให้มันได้รับแสงแดดอยู่ตลอดเวลา
เดอร์แบนวิลล์ ทำให้ผู้อ่านคิดถึงคำตรัสของพระเยซูที่ว่า "พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่าน ทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา" (ยน.15:9) จากเรื่องนี้เราได้เรียนรู้ว่าเราต้องยึดมั่นอยู่ในความอบอุ่นแห่งรักของพระคริสต์ตลอดเวลา
เรายึดมั่นในความรักของพระคริสต์เมื่อเราสำแดงความรักต่อผู้อื่น พระเยซูตรัสไว้ชัดเจนว่า "ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา...พระบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน" (ข้อ 10,12-13)
เราจะสัมผัสถึงอุ่นไอรักของพระคริสต์ เมื่อเราเชื่อฟังพระบัญญัติที่บอกให้เรารักและรับใช้ผู้อื่น นี่แหละคือวิธีที่จะอยู่ในแสงแดด

ยอห์น 15: 9-11

9 พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา
10 ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์
11 นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม

Daily Devotion @ 2006 Bangkok Liberty Church

edit @ 2006/12/06 20:24:41

2006/Dec/06

เหตุการณ์ที่แปรเปลี่ยนชีวิตคนเรานั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือถูกกำหนดโดยดวงดาว ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้เอง พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ทุกอย่างในชีวิตเพื่อให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ
แฟรงค์ ดับบลิว บอร์แฮม (1871 - 1959) ศิษยาภิบาลและนักเขียนชาวอังกฤษกล่าวไว้ว่า "การที่เอลีชาและอาหับได้พบกันที่ทุ่งหญ้าบน ภูเขาคารเมลนั้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ และการที่เฮโรดพบกับยอห์นบนถนนในกาลิลีก็ไม่ใช่ความบังเอิญ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ปิลาตและพระเยซูประจันหน้ากันที่ศาลในกรุงเยรูซาเล็ม ทั้งเปโตรที่พบกับโครเนลิอัสที่ชายฝั่งทะเลของซีเรีย ฟิลิปกับชาวเอธิโอเปียที่พบกันบนทางเปลี่ยวไปเมืองกาซา เนโรและเปาโลที่พบกันท่ามกลางความโอ่อ่าของกรุงโรมก็ล้วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญทั้งสิ้น"
เราควรจะเริ่มต้นแต่ละวันด้วยความปรารถนาจากใจจริงที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย โดยคาดหวังรอคอยแผนการของพระเจ้าสำหรับเราด้วยความปิติยินดี อาจมีเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่ได้วางแผนไว้เกิดขึ้น หรือมีบางคน ที่เราไม่คิดว่าจะเจอ แต่เราควรต้อนรับทุกสิ่งเสมือนโอกาสที่จะได้เป็นพยาน รับใช้ผู้อื่น และเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ
เมื่อเราตระหนักในการทรงนำด้วยอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าแล้ว ก็ให้เราชื่นชมยินดีในแผนการของพระองค์เถิด


เยเรมีย์ 29:11
11 พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า

โรม 8:14
14 เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า

Daily Devotion @ 2006 Bangkok Liberty Church